วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

การทำข้าวผัด

 

สูตรข้าวผัดปู

by in with 0 Comments
ข้าวผัดปู
ข้าวผัดอาหารง่ายๆที่ใครๆต่างก็ชอบรับประทาน เวลาไปเที่ยวทะเลต้องสั่งข้าวผัดปูมาทานกันเกือบทุกครั้ง ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนผมรึป่าว ด้วยราคาที่ไม่แพงบวกกับทานแล้วอิ่ม วันนี้เรามาดูกันหน่อยสิว่าการทำข้าวผัดปูให้อร่อย นั้นต้องทำอย่างไร ก็ไม่ยากครับเหมือนกับเมนูข้าวผัดทั่วๆไป แต่เพิ่มเนื้อปูไปนั่นเอง
เครื่องปรุงและส่วนผสมทำข้าวผัดปู
  • ข้าวสวย     2   ถ้วย
  • เนื้อปูทะเลต้มแกะแล้ว  1   ตัว
  • กระเทียมสับหรือทุบ    1      ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่        1-2    ฟอง
  • น้ำมัน พืช      4  ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมซอย    1    ช้อนโต๊ะ
  • ผักชี       1   ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น    ?     ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย    ?    ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว       1  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันหอย     1  ช้อนโต๊ะ
  • มะนาวฝาน  1/2-1 ลูก
  • แตงกวาหั่นเป็นแว่นๆ 1ลูก
  • ต้นหอม  1 ต้น
ขั้นตอนการทำข้าวผัดปู
1.   นำน้ำมันพืช ตั้งไฟอ่อนๆจากนั้นใส่กระเทียมเจียวให้หอม
2.   ตอกไข่ใส่ลงไป 1-2 ฟองตามความต้องการ ประมาณ 10-15 วินาที
3.   เทข้าวสวยที่เตรียมไว้ (ถ้าให้ดีเป็นข้าวหอมมะลิจะน่ารับประทานมาก)  ใส่เนื้อปูลงไปด้วย แล้วทำการผัดให้เข้ากัน
4.   เพิ่มรสชาติด้วยน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว  น้ำตาลทราย ตามความต้องการ
5.   ได้ที่แล้วตกแต่งด้วยต้นหอม ผักชี พริกไทย รับประทานร้อนๆรับรองอร่อย

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

การทำต้มยำกุ้ง

สูตรอาหารไทย : ต้มยำกุ้ง
[ SPICY SOUP WITH PRAWN AND LEMON GRASS ]
    
อาหารไทย : ต้มยำกุ้ง
ต้มยำกุ้ง ถือเป็นอาหารที่เป็นที่นิยมมากและยังติด 1 ใน 10 อาหารไทยยอดนิยมที่ชาวต่างชาติชอบรับประทาน นอกจากนั้นจากการสำรวจข้อมูลของเว็บไซต์ cnngo.com ที่จัดอันดับสุดยอดอาหาร 50 เมนูทั่วโลกในปี 2011 ต้มยำกุ้งของไทยยังติดอันดับ 8 ด้วย ถือว่าเป็นอาหารที่ไม่ธรรมดาจริงๆ มีรสชาติเป็นที่นิยมระดับโลก ด้วยส่วนผสมของสมุนไพรมากมาย ไม่ว่าจะเป็น (ตะไคร้, ใบมะกรูด, และอื่นๆ) ทำให้ต้มยำกุ้งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีจานหนึ่งเลยทีเดียว รสชาติดั้งเดิมจะออกเผ็ดร้อนและเปรีิ้ยว ผู้่ที่ไม่ชอบรสเผ็ด อาจต้องปรับลดปริมาณพริกลงในขณะทำการปรุงรส

 
 เครื่องปรุง + ส่วนผสม
* กุ้งขนาดกลาง 6 ตัว
* ตะไคร้ 1 ต้น, หั่นเป็นท่อนขนาด 2" และทุบพอแหลก
* เห็ดฟางหั่นครึ่ง 12 ดอก
* พริกขี้หนู 3-5 เม็ด, บุบพอแตก
* ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ
 
* น้ำมะนาว 2-3 ช้อนโต๊ะ
* น้ำปลา 2-3 ช้อนโต๊ะ
* น้ำซุปไก่ 3 ถ้วย (หรือน้ำเปล่า)
* ผักชี สำหรับโรยหน้า
* น้ำพรกเผา (กรณีต้องการทำเป็นต้มยำน้ำข้น)

สมุนไพรไทย : ตะไคร้
อาหารไทย : ต้มยำกุ้ง
 
     วิธีทำทีละขั้นตอน
1. ล้างทำความสะอาดกุ้ง แกะเปลือกออกเหลือแต่หาง พักไว้ (ถ้าไม่มีน้ำซุปไก่ สามารถเอาหัวกุ้ง และเปลือกที่แกะ ไปต้มทำเป็น น้ำซุป จะทำให้ต้มยำมีรสกลมกล่อมขึ้น)
2. ตั้งน้ำซุป (หรือน้ำเปล่า) ในหม้อขนาดกลาง ใส่ตะไคร้ลงไปต้ม พอน้ำซุปเริ่มเดือด ใส่กุ้งและเห็ดฟาง ต้มต่อไปอีกสักพักจนกุ้งเกือบสุก จึงปิดไฟ ยกหม้อลง (อย่าให้กุ้งสุกมาก เนื้อจะแข็งกระด้าง ไม่อร่อย)
 

การเพาะเลี้ยงปลากัด

 ปลากัด  มีชื่อสามัญว่า  Siamese  Fighting  Fish   เป็นปลาสวยงามที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมานานแล้ว   เนื่องจากเป็นปลาสวยงามที่นอกจากจะมีสีสันสดเข้มสวยงามสะดุดตามากแล้ว   ยังเป็นปลาที่จัดว่าเป็นยอดนักสู้ตัวฉกาจอย่างยิ่ง   โดยเฉพาะปลากัดที่ไปจากประเทศไทยจัดว่าเป็นปลาที่กัดเก่งและมีความทรหดมากที่สุด   ทำให้ได้รับความนิยมจากประเทศต่างๆทั่วโลก   ในประเทศไทยนิยมเลี้ยงปลากัดมานานแล้ว   และได้เน้นเป็นการเลี้ยงเพื่อเกมกีฬาโดยเฉพาะมีการจัดตั้งเป็นบ่อนการพนัน   ทางราชการจะมีการอนุญาตให้เปิดสถานที่สำหรับเดิมพันการกัดปลา   เรียก  บ่อนปลากัด  หรือ  บ่อนกัดปลา   มาตั้งแต่โบราณจนกระทั่งปัจจุบัน
                การเลี้ยงปลากัดเป็นปลาสวยงามมักนิยมเลี้ยงในขวดหรือโหลขนาดเล็ก   ไม่นิยมเลี้ยงร่วมกับปลาชนิดอื่น   เพราะเป็นปลาที่ชอบสร้างอาณาเขตและมักจะไล่กัดปลาที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน   ซึ่งในช่วงนี้ปลาจะมีสีสดเข้มสวยงาม   แต่ถ้านำไปเลี้ยงกับปลาขนาดใหญ่ปลาจะตื่นตกใจ  เหมือนกับการแพ้คู่ต่อสู้   ในช่วงนี้ปลาก็จะสีซีดดูไม่สวยงาม   จึงจำเป็นต้องเลี้ยงปลากัดไว้เพียงตัวเดียวในภาชนะที่ไม่ใหญ่มากนัก   ปลาก็จะมีความรู้สึกว่าสามารถสร้างอาณาเขตของตัวเองไว้ได้ก็จะมีสีสันสดใสสวยงาม   จัดว่าเป็นปลาที่ติดตลาด   ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ   สามารถจำหน่ายได้ดีตลอดปี   โดยเฉพาะเด็กจะชอบหาซื้อปลากัดไปเลี้ยง   เพื่อนำไปกัดแข่งขันกัน   แล้วก็หาซื้อปลาตัวใหม่อยู่เสมอ
.
     

การนวดแผนไทย

การนวดไทย หรือ นวดแผนโบราณ เป็นการนวดชนิดหนึ่งในแบบไทย ซึ่งเป็นศาสตร์บำบัดและรักษาโรคแขนงหนึ่งของการแพทย์แผนไทย โดยจะเน้นในลักษณะการกด การคลึง การบีบ การดัด การดึง และการอบ ประคบ ซึ่งรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ "นวดแผนโบราณ" โดยมีหลักฐานว่านวดแผนไทยนั้นมีประวัติมาจากประเทศอินเดีย และมีการนำเข้ามาในประเทศไทย จากนั้นได้ถูกพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากันกับวัฒนธรรมของสังคมไทย จนเป็นรูปแบบแผนที่เป็นมาตรฐานของไทยและส่งทอดมาจนถึงปัจจุบัน การนวดไทยแบ่งเป็น 2 สาย คือ สายราชสำนักและสายเชลยศักดิ์
  • การนวดแบบราชสำนัก เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของการนวดนี้คือ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ที่อยู่ในรั้วในวัง ฉะนั้นการนวดจึงถูกออกแบบที่เน้นการใช้นิ้วมือและมือเท่านั้น และท่วงท่าที่ใช้ในการนวดมีความสุภาพเรียบร้อย มีข้อกำหนดในการเรียนมากมาย ผู้ที่เชี่ยวชาญทางวิชาชีพด้านนี้ จะได้ทำงานอยู่ในรั้วในวังเป็นหมอหลวง มีเงินเดือนมียศมีตำแหน่ง[1][2]
  • การนวดแบบเชลยศักดิ์ เป็นการนวดที่ใช้ในระดับชาวบ้านด้วยท่าทางทั่วไป ไม่มีแบบแผนหรือพิธีรีตองในการนวดมากนัก อีกทั้งยังสามารถใช้อวัยวะอื่นๆ เช่น เข่า ศอก เท้า เพื่อช่วยทุ่นแรงในการนวดได้ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากการนวดแบบราชสำนักที่เน้นการใช้มือเพีย
    ท่ากดสะโพก ในการนวดไทย
    งอย่างเดียว[1]

ประโยชน์ของสาระเเหน่

สะระแหน่

สะระแหน่ ภาษาอังกฤษ Kitchen Mint, Marsh Mint ส่วนสะระแหน่ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Metha cordifolia Opiz. จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา เป็นพืชสมุนไพรไทยที่จัดอยู่ในตระกูลมิ้นต์
มีแหล่งกำเนิดในแถบทวีปยุโรปตอนใต้และในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ลักษณะใบจะคล้ายคลึงกับพืช ในตระกูลมิ้นต์มาก มีกลิ่นหอมคล้าย มะนาว รสชาติจะคล้ายๆกับตะไคร้หอมและมะนาว
สะระแหน่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ หลายชนิด เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น และยังให้พลังงาน 47 กิโลแคลอรี่ (ใน 100 กรัม) โดยใบสะระแหน่นั้นควรเลือกใช้ใบสดและยอดอ่อนจะได้สรรพคุณที่ดีกว่าใบแห้ง

ประโยชน์ของสะระแหน่

  1. สะระแหน่ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นด้วยการนำใบสะระแหน่มาบดแล้วนำมาทาผิว
  2. สะระแหน่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระออกจากร่างกาย
  3. ใช้เป็นยาเย็น ดับร้อน และขับเหงื่อในร่างกาย
  4. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา
  5. ช่วยลดรอยคล้ำใต้ตาด้วยการนำใบสะระแหน่มาบดให้ละเอียดโดยเติมน้ำระหว่างบดด้วยเล็กน้อย แล้วใส่น้ำผึ้งตามลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำมาทาใต้ตาทิ้ง ไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
  6. ช่วยบรรเทาอาการเครียด
  7. ช่วยรักษาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ด้วยการดื่มน้ำใบสะระแหน่ 5 กรัมกับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง
  8. ช่วยแก้อาการหน้ามืดตาลาย ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่กับขิงสด
  9. ช่วยบรรเทาอาการและแก้หวัด น้ำมูกไหล อาการไอ
  10. ช่วยรักษาโรคหอบหืด
  11. ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ
  12. ช่วยให้หัวใจแข็งแรง
  13. ช่วยรักษาอาการอ่อนเพลียของร่างกาย
  14. ช่วยห้ามเลือดกำเดาไหลได้ ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำที่คั้นจากใบสะระแหน่ หยอดที่รูจมูก
  15. ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน เจ็บปาก เจ็บลิ้น ปวดคอ ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
  16. ช่วยแก้แผลในปากด้วยน้ำสะระแหน่ ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
  17. ช่วยรักษาและบรรเทาอาการปวดหู ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบสะระแหน่มาหยอดที่รูหู
  18. ช่วยระงับกลิ่นปากได้อีกด้วย
  19. ช่วยขับลมในลำไส้และช่วยในการย่อยอาหาร
  20. ช่วยรักษาอาการท้องร่วง ปวดท้อง อาการบิด ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
  21. ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
  22. ช่วยแก้อาการจุกเสียดในท้องเด็ก ด้วยการใช้ใบสะระแหน่ตำให้ละเอียดผสมกับยาหอมแล้วนำมากวาดคอเด็ก
  23. ประโยชน์ของสะระแหน่ช่วยลดอาการหดเกร็งของลำไส้
  24. ช่วยรักษาอาการอุจจาระเป็นเลือด ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
  25. ช่วยผ่อนคลายความกดดันของกล้ามเนื้อซึ่งมาจากความเหนื่อยล้า
  26. กลิ่นของใบสะระแหน่ช่วยในการไล่ยุงและแมลงต่างๆ ด้วยการนำใบมาบดแล้วนำมาทาที่ผิว
  27. ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
  28. ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ด้วยการนำใบสะระแหน่มาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณที่โดนกัด
  29. ช่วยระงับอาการปวดได้ดีกว่ายาแก้ปวด
  30. ช่วยแก้อาการปวดบวม ผดผื่นคัน ด้วยการนำใบมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณดังกล่าว
  31. นำไปทำเป็นยาปฏิชีวนะได้
  32. ช่วยยับยั้งเชื้อโรคต่างๆ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
  33. นำไปใช้ทำเป็นน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ทำการบำบัดโดยใช้กลิ่น (อโรมาเธอราพี)
  34. มักใช้เป็นส่วนผสมในการทำไอศกรีม ชาสมุนไพร
  35. ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ
  36. นิยมนำมาใช้ในการปรุงอาหารหรือรับประทานสดๆ ควบคู่ไปกับลาบ น้ำตก เป็นต้น
  37. ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้อาหาร ชวนให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น
  38. ใบสะระแหน่ช่วยลดกลิ่นคาวของอาหารอย่างลาบ ยำ และพร่าได้
  39. ใช้ในการแต่งกลิ่นเครื่องดื่มต่างๆและเหล่าได้
  40. ใช้เป็นเครื่องเคียงในอาหารจำพวกผลไม้สด ขนมหวาน
  41. สะระแหน่ สามารถนำมาสกัดเอาสารเพื่อใช้ในการทำเป็นลูกอม หมากฝรั่งรสมิ้นท์ ชาสะระแหน่

ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเเดง

กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง ภาษาอังกฤษ Rosella, Jamaican Sorel, Roselle, Rozelle, Sorrel, Red Sorrel, Kharkade, Karkade, Vinuela, Cabitutu กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa Linn. จัดอยู่ในวงศ์ฝ้ายหรือวงศ์ MALVACEAE เช่นเดียวกับกระเจี๊ยบเขียว ครอบฟันสี ชบา ปอกะบิด พลับพลา โพทะเล หญ้าขัด หญ้าขัดใบยาว หญ้าขัดใบป้อม และหญ้าขัดหลวง
สมุนไพรกระเจี๊ยบแดง ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีกเช่น ผักเก็งเค็ง, ส้มเก็งเค็ง, ส้มตะเลงเครง (ตาก), ใบส้มม่า (ระนอง), แกงแคง (เชียงใหม่), ส้มปู (แม่ฮ่องสอน), แบลมีฉี่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน), แต่เพะฉ่าเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ปร่างจำบู้(ปะหล่อง), กระเจี๊ยบ, ส้มเก็ง ส้มพอเหมาะ (ภาคเหนือ), ส้มพอดี (ภาคอีสาน), กระเจี๊ยบแดง, กระเจี๊ยบเปรี้ยว (ภาคกลาง), ส้มพอ ส้มพอเหมาะ เป็นต้น มีถิ่นกำเนิดในประเทศซูดาน อินเดีย มาเลเซีย และประเทศไทย โดยในประเทศไทยมีแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี สระบุรี อุตรดิตถ์ กาญจนบุรี และฉะเชิงเทรา

ลักษณะของกระเจี๊ยบแดง

  • ต้นกระเจี๊ยบแดง จัดเป็นไม้พุ่มมีความสูงประมาณ 50-180 เซนติเมตร มีอยู่หลายสายพันธุ์ ลำต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด
ต้นกระเจี๊ยบแดง

ประโยชน์ของกระเพรา

กะเพรา

กะเพรา เขียนอย่างไร? ระหว่าง กะเพรา หรือ กระเพรา หรือ กะเพา? ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้นที่ถูกต้องก็คือว่า กะเพรา [-เพรา] ที่เป็นไม้ล้มลุกใช้ปรุงเป็นอาหาร ส่วนคำว่า “กะเพา” จะหมายถึงเครื่องสานชนิดหนึ่ง และคำว่า “กระเพรา” ไม่พบในพจนานุกรมแต่อย่างใด สรุปก็คือ เขียนว่า “กะเพรา”
กะเพรา ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum tenuiflorum L. ชื่อภาษาอังกฤษ Holy basil, Sacred basil และมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆอีก เช่น กอมก้อ กอมก้อดง (เชียงใหม่), ห่อกวอซู ห่อตูปลู อิ่มคิมหลำ (แม่ฮ่องสอน), กะเพราขน กะเพราขาว กะเพราแดง (ภาคกลาง), อีตู่ไทย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
ต้นกะเพรา เป็นไม้ล้มลุกซึ่งจัดอยู่ในวงศ์ LABIATAE (LAMIACEAE) สูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร โคนต้นออกแข็ง กะเพราแดงจะมีลำต้นสีแดงอมเขียว กะเพราขาวมีลำต้นสีเขียวอมขาว และยอดอ่อนมีขนสีขาว มีใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวรูปรีออกตรงข้ามกัน ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเป็นจักฟันเลื่อยและเป็นคลื่น แผ่นใบมีขนสีขาว ส่วนดอกกะเพราจะออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีดอกสีขาวแกมม่วงแดงมีจำนวนมาก กลีบเลี้ยงโคนจะเชื่อมติดกัน ปลาบเรียวแหลม ด้านนอกมีขน กลีบดอกแบ่งเป็น 2 ปาก ปากบน 4 แฉก และปากล่าง 1 แฉกและยาวกว่าปากบน มีขนประปราย เกสรตัวผู้มี 4 อัน ส่วนผลเป็นผลแห้ง เล็ก เมื่อแตกออกจะมีเมล็ดสีดำถึงน้ำตาลคล้ายรูปไข่
กะเพรากะเพราจัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีสรรพคุณทางยาช่วยรักษาโรคได้หลายชนิด ทั้งตำรับยาไทยและต่างประเทศก็ระบุว่ากะเพราเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลายด้าน อย่างตำราสมุนไพรไทยบ้านเราก็บรรยายสรรพคุณของกะเพราเอาไว้ว่า รสฉุน ร้อน ช่วยขับลมแก้ซาง แก้ท้องขึ้น จุกเสียดแน่นท้อง ปวดท้อง ช่วยในการย่อยอาหาร และช่วยบำรุงธาตุ เป็นต้น และในต่างประเทศก็มีการใช้กะเพราในการรักษาโรคกันอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าบ้านเราเสียอีก โดยเฉพาะประเทศอินเดีย เขาถือว่ากะเพราเป็นยารักษาโรคได้ทุกโรค และยังจัดเป็นราชินีแห่งสมุนไพร (The Queen of herbs) หรือเป็นยาอายุวัฒนะ (The Elixir of life) เลยก็ว่าได้
กะเพราะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ กะเพราะแดง และ กะเพราะขาว โดยกะเพราแดงจะมีฤทธิ์ที่แรงกว่ากะเพราขาว ในสรรพคุณทางยาจึงนิยมใช้กะเพราแดง โดยส่วนที่นำมาใช้ทำเป็นยาสมุนไพร ก็ได้แก่ ส่วนของใบ ยอดกะเพรา (ทั้งสดและแห้ง) และทั้งต้น แต่ถ้านำมาใช้ประกอบอาหารจะนิยมใช้กะเพราขาวเป็นหลัก